นักลงทุนสัมพันธ์

สารจากประธานกรรมการ

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

ปี 2561 เป็นปีแรกที่ บมจ. ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น เปลี่ยนรอบระยะเวลาบัญชี จากเริ่ม 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ของทุกปี มาเป็นเริ่ม 1 ตุลาคม ถึง 30 กันยายน ของปีถัดไป ดังนั้น รอบระยะเวลาบัญชีสำหรับปี 2561 จึงครอบคลุมช่วงเวลาการดำเนินงานเพียง 9 เดือน โดยเริ่มจาก 1 มกราคม 2561 ถึง 30 กันยายน 2561 เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2561 นับว่าโดดเด่นมาก ทั้งทางด้านการเจริญเติบโตของธุรกิจหลัก การลงทุนขยายขอบข่ายธุรกิจของบริษัทฯ และการปรับโครงสร้างองค์กร พร้อมกับปรับระบบการบริหารงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนทุกมิติ เพื่อให้เกิดการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ในด้านการดำเนินงานของธรุกิจหลัก บริษัทฯ สามารถสร้างคลังสินค้าแบบ Built-to-suit ให้ลูกค้าใหม่เช่าได้กว่า 70,000 ตร.ม. และประสบความสำเร็จในการ ปรับรูปแบบอาคารโรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้าเดิมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ทำให้อัตราการปล่อยเช่าอาคารโดยรวมทั้งปีเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนั้น ในช่วงปลายปี บริษัทฯ ยังสามารถขายทรัพย์สินเข้ากองทรัสต์ TREIT จำนวน 1,693 ล้านบาท ซึ่งนอกจากทำให้รายได้ของบริษัทฯ เพิ่มสูงขึ้นแล้วยังเป็นการช่วยให้ผลตอบแทนของกองทรัสต์ TREIT ดีขึ้นด้วย สำหรับการลงทุนในประเทศกลุ่ม ASEAN นั้น ในปี 2561 บริษัทฯ ร่วมทุนในประเทศอินโดนีเซีย ได้มีการลงทุนเพิ่มพื้นที่คลังสินค้าอีกเกือบ 10,000 ตร.ม. และสร้างอาคารคลังสินค้าแบบ Built-to-suit อีกประมาณ 40,000 ตร.ม. โดยสามารถปล่อยพื้นที่ให้เช่าได้สูงเกือบ 100% ของพื้นที่ที่มีทั้งหมดในปี 2561 ความสำเร็จในด้านการดำเนินธุรกิจหลักทั้งในประเทศและต่างประเทศดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวมในปี 2561 (9 เดือน) ทั้งสิ้น 3,817 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 668 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ารายได้และกำไรสุทธิของปี 2560 (12 เดือน) ถึง 83% และ 38% ตามลำดับ

สำหรับการขยายขอบข่ายธุรกิจเพื่อการเติบโตในระยะยาว บริษัทฯ ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากกลุ่มเฟรเซอร์ส ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ ในการประสานงานให้บริษัทฯ ร่วมลงทุนกับบริษัทที่มีประสบการณ์โดยตรงในธุรกิจสร้างศูนย์ข้อมูลเพื่อให้เช่าสำหรับเก็บข้อมูลทางธุรกิจ “Data Center” และธุรกิจให้เช่าพื้นที่สำนักงานพร้อมอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการทำงานร่วมกัน “Co-working Space” ซึ่งทั้ง 2 ธุรกิจใหม่นี้จะต่อยอดธุรกิจให้เช่าโรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้าของบริษัทฯ และตอบสนองความต้องการทางธุรกิจของลูกค้าอย่างครบวงจร ธุรกิจ Data Center เป็นการลงทุนร่วมกันในสัดส่วน 51% : 49% ระหว่างกลุ่มบริษัทฯ และกลุ่ม ST Telemedia Global Data Center (STT GDC) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ Data Centre ชั้นนำจากประเทศสิงคโปร์ โดยบริษัทร่วมทุนที่ตั้งขึ้นใหม่สำหรับธุรกิจนี้ มีแผนที่จะสร้างศูนย์เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ Data Center แห่งแรกบนพื้นที่ยุทธศาสตร์ในกลางกรุงเทพฯ รองรับความต้องการใช้บริการ Data Center ของผู้ประกอบการขนาดใหญ่ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ส่วนธุรกิจ Co-working Space เป็นการลงทุนร่วมกันในสัดส่วน 51% : 49% ระหว่างบริษัทฯ กับบริษัท Justco (Thailand) จากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ Co-working Space ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยบริษัทร่วมทุนที่ตั้งขึ้นสำหรับธุรกิจนี้ได้เริ่มเปิดสาขาแรกในกรุงเทพฯ ที่ตึกเอ ไอ เอ สาทร ทาวเวอร์ และสาขาที่สองที่ตึกแคปปิตอล ทาวเวอร์ ออลซีซั่นส์เพลส และมีแผนที่จะขยายสาขาเพิ่มอีกหลายพื้นที่

การเติบโตของธุรกิจในปี 2561 ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ปรับตัวดีขึ้น ส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งจำนวนมากที่มีความคืบหน้าและจะใช้เงินลงทุนมากขึ้นในอีก 3-5 ปี ข้างหน้า การพัฒนาโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor “EEC”) ของรัฐบาลที่มีความชัดเจนมากขึ้น และนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่จูงใจให้มีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment “FDI”) และการลงทุนเพื่อการขยายธุรกิจในประเทศมากขึ้นควบคู่กับการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ 4.0 ของรัฐบาล จะเป็นแรงกระตุ้นให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตต่อไปอย่างชัดเจนและจะส่งผลให้ความต้องการใช้โรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้าการใช้บริการ Data Center และการใช้พื้นที่สำนักงานแบบ Co-working space ปรับตัวสูงขึ้นควบคู่กับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่จะเข้ามาผลักดันให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศปรับตัวไปสู่วัฏจักรใหม่ของการเติบโตในอนาคตด้วยเช่นกัน

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับโอกาสและความเปลี่ยนแปลงจากกระแส Digital Disruption ที่กำลังเกิดขึ้น บริษัทฯ จึงได้วางแผนที่จะเสริมศักยภาพธุรกิจด้วยการลงทุนจัดหาสินค้า (ที่ดินในทำเลที่เหมาะสม) เพิ่มขึ้น และลงทุนด้านเทคโนโลยีที่เป็นไปตามทิศทางตลาดโลก พร้อมกับกำหนดแผนกลยุทธ์ (Road Map) ที่จะก้าวไปสู่ความเป็นผู้นำในธุรกิจให้บริการ “สมาร์ทแพลทฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม” และประกาศยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนองค์กรในทุกมิติ (Total Dimension) เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันรอบด้าน รวมถึงการปรับปรุงศักยภาพของคลังสินค้าและบริการให้ครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป การส่งเสริมและนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาปรับใช้กับธุรกิจ การปรับปรุงระบบบริหารงานและการเงิน และบริหารจัดการโครงสร้างรายได้ให้สมดุลระหว่างการขายทรัพย์สินเข้ากองทรัสต์ TREIT และรายได้ต่อเนื่องจากการให้เช่าพื้นที่และให้บริการอื่นๆ (Recurring income) ส่วนด้านการบริหารจัดการ บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญต่อเนื่องกับความเพียงพอของระบบควบคุมภายใน และการกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการดูแลสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน

ผมและคณะกรรมการบริษัทฯ ขอชื่นชมการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้บริหารและพนักงานทุกท่านในการบริหารจัดการให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จอย่างสูงในปี 2561 จนสามารถเสนอจ่ายเงินปันผลประจำปีให้ผู้ถือหุ้นได้ถึง 0.27 บาทต่อหุ้น หรือเท่ากับอัตราส่วนร้อยละ 74 ของกำไรสุทธิประจำปี 2561 และสนับสนุนความคิดริเริ่มในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัทฯ ได้เร็วทันกับภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลกด้านเทคโนโลยี พร้อมกับกำหนดแนวทางและผลงานที่ชัดเจน ที่ทำให้เชื่อมือได้ว่าบริษัทจะสามารถเจริญเติบโตต่อไปในอนาคตได้อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน

สุดท้ายนี้ ผมและคณะกรรมการบริษัทฯ ขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้นและพันธมิตรทางธุรกิจของบริษัทฯ ทุกท่าน รวมถึงผู้ถือหน่วยลงทุนและกองทรัสต์ TREIT ที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทฯ มาอย่างต่อเนื่อง


(นายชายน้อย เผื่อนโกสุม)
ประธานกรรมการ