เรียนผู้ถือหุ้นของ บริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

ภายหลังจากการปรับเปลื่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทไทคอน อินดัสเทรียล คอนเนคชั่น จำกัด (มหาชน) โดยกลุ่ม เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ ในปี 2561 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ได้มีมติเห็นชอบให้เปลี่ยนชื่อบริษัทฯ จาก บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเนคชั่น จำกัด (มหาชน) เป็น บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 และบริษัทฯ ได้ปรับยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจในเชิงรุกโดยการนำองค์ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการออกแบบอาคาร การพัฒนาโครงการและให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ และการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าในทุกขั้นตอนของการทำงาน (Customer - Centric) มาเป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัทฯ พร้อมกับผลักดันกลยุทธ์ธุรกิจหลัก 3 ด้าน ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจของลูกค้าได้ทุกมิติ ประกอบด้วย 1) การเร่งขยายธุรกิจด้านการพัฒนาโครงการคลังสินค้าที่ออกแบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเฉพาะงาน (Built–to–Suit) ซึ่งมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 2) การลงทุนปรับปรุงคลังสินค้าและโรงงานอุตสาหกรรมที่มีอยู่ให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกิจของลูกค้า ในด้านการผลิตและการกระจายสินค้า เพื่อเร่งอัตราการปล่อยเช่า 3) การหาโอกาสในการขยายขอบข่ายธุรกิจของบริษัทฯ ให้ครอบคลุมการพัฒนาและให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท เพื่อลดความเสี่ยงจากการผันผวนของรายได้ในระยะยาว ซึ่งในปี 2562 บริษัทฯ สามารถดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ได้สำเร็จตามเป้าหมายในทุกด้าน ส่งผลให้บริษัทฯ มีรายได้และกำไรสุทธิสูงถึง 21,545 ล้านบาท และ 3,484 ล้านบาทตามลำดับ

ความต้องการใช้พื้นที่คลังสินค้าขนาดใหญ่ ที่สามารถรองรับการนำเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์และระบบโลจิสติกส์มาใช้ในการจัดเก็บและกระจายสินค้า เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิต การจัดจำหน่ายและธุรกิจศูนย์การค้าที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ประกอบกับความพร้อม ความชำนาญ และผลงานของบริษัทฯ ด้านการออกแบบและพัฒนาโครงการคลังสินค้าแบบ Built–to–Suit ในช่วงที่ผ่านมาสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งระยะสั้นและระยะยาวได้อย่างลงตัว ทำให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการเข้าทำสัญญาระยะยาวกับลูกค้ารายใหญ่ เพื่อพัฒนาและให้เช่าโครงการคลังสินค้าแบบ Built–to–Suit หลายราย รวมพื้นที่ให้เช่ามากถึง 135,000 ตารางเมตร ในปี 2562 โดยเป็นการออกแบบคลังสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้หลากหลาย ทั้งทางด้านโลจิสติกส์ การจัดเก็บและการกระจายสินค้าทั่วไป และสินค้าชนิดที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ รวมถึงการออกแบบส่วนของสำนักงานในโครงการคลังสินค้าสำหรับผู้บริหารและพนักงานคลังสินค้าโดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมในการทำงาน สุขอนามัย และความปลอดภัยของพนักงานด้วย ซึ่งบริษัทฯ นำเอาการให้บริการแบบสมาร์ทโซลูชั่น และความใส่ใจในการออกแบบอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมและลงตัว นอกจากนี้บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าปรับรูปแบบอาคารโรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้าที่มีอยู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ทำให้ภาพรวมพื้นที่ให้เช่าใหม่สุทธิของสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการทั้งหมดเพิ่มสูงขึ้นกว่า 235,600 ตารางเมตร ส่งผลให้สิ้นปีงบประมาณ 2562 มีอัตราการเช่าพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าโดยรวมเฉลี่ยกว่า 82% สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าขยายการลงทุนเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมลงทุนกับ บริษัท สหไทย เทอร์มินอล เปิดคลัสเตอร์ใหม่เพื่อพัฒนาโลจิสติกส์เซ็นเตอร์กว่า 45 ไร่ ย่านปู่เจ้าสมิงพรายให้เป็นศูนย์กระจายสินค้าแบบทันสมัยใกล้ศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ เพื่อรองรับลูกค้าในกลุ่มอีคอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ทางน้ำ กลุ่มชิปปิ้งและผู้นำเข้า-ส่งออกสินค้า ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง และยังร่วมลงทุนกับบริษัท มิตซุย ฟูโดซัง เอเซีย เพื่อพัฒนาโครงการสมาร์ทโลจิสติกส์พาร์คในพื้นที่ EEC อำเภอบางปะกง และทางเหนือของกรุงเทพฯ ที่อำเภอวังน้อย บนพื้นที่รวมกว่า 350 ไร่ สำหรับธุรกิจสมาร์ทโซลูชั่น บริษัทฯ ได้เข้าทำสัญญาร่วมทุนกับบริษัท PBA System Pte. Ltd จากประเทศสิงคโปร์ จัดตั้งบริษัท พีบีเอ โรบอทิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจให้บริการระบบปฏิบัติการอัตโนมัติสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้า ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงภายใต้บริบทใหม่ของภาคอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของบริษัทฯ ด้านการให้บริการอย่างครบวงจร เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมแนวใหม่ ซึ่งจะสร้างโอกาสให้บริษัทฯ ได้รับประโยชน์จากวัฎจักรการลงทุนรอบใหม่ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล

สำหรับการขยายขอบข่ายธุรกิจเพื่อลดความผันผวนของรายได้ในระยะยาว บริษัทฯ ก็ประสบความสำเร็จในการซื้อกิจการบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โกลเด้นแลนด์” ซึ่งเป็นผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศทางด้านธุรกิจที่อยู่อาศัย อาคารเชิงพาณิชย์ และธุรกิจต่อเนื่องอื่น ๆ โดยบริษัทฯ เข้าถือหุ้นในโกลเด้นแลนด์ รวม 94.5% ในเดือนสิงหาคม 2562 ซึ่งทำให้บริษัทฯ สามารถเติมเต็มความครบเครื่องในฐานะผู้พัฒนาและให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรเพียงรายเดียว ที่ครอบคลุมทั้งธุรกิจที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชยกรรม พื้นที่โลจิสติกและอุตสาหกรรม โรงแรมและสินทรัพย์ประเภทอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเพิ่มความสามารถในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และโซลูชั่นที่แตกต่างจากคู่แข่ง เสริมศักยภาพในการพัฒนาธุรกิจ และสร้างความสมดุลย์ของโครงสร้างรายได้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านผลประกอบการได้อย่างยั่งยืน และเมื่อรวมกับธุรกิจกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ FTREIT และ GVREIT และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ GOLDPF ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัทฯ และโกลเด้นท์แลนด์ที่มีมูลค่าสินทรัพย์รวมกันสูงถึง 49,800 ล้านบาท จะทำให้กลุ่มบริษัทฯ (รวมโกลเด้นแลนด์) มีทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการรวมกันกว่า 142,000 ล้านบาท

โกลเด้นแลนด์ได้เปิดโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในปี 2562 ทั้งสิ้น 20 โครงการ มูลค่ากว่า 20,700 ล้านบาท สามารถสร้างยอดขายก่อนเปิดตัวโครงการ (Pre-Sale) รวมทั้งปีกว่า 30,786 ล้านบาท ถึงแม้ว่าธุรกิจที่อยู่อาศัยจะได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมสินเชื่อของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ด้วยนโยบายการขยายและพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบอย่างระมัดระวัง มุ่งเน้นการตอบโจทย์ความต้องการอยู่อาศัยจริงบนทำเลที่มีศักยภาพ ทำให้โครงการโกลเด้นแลนด์ส่วนใหญ่สามารถขายหมดได้รวดเร็วภายหลังจากเปิดตัว ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชยกรรมก็มีรายได้เติบโตตามเป้าหมาย โดยสามารถให้เช่าพื้นที่อาคารปาร์คเวนเจอร์ อีโคเพล็กซ์ สาทรสแควร์ และอาคารเอฟวายไอเซ็นเตอร์ รวมกันสูงถึง 100% นอกจากนั้นในเดือนกันยายน 2562 โกลเด้นแลนด์ได้เปิดตัวอาคารสามย่านมิตรทาวน์ คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นอาคาร Mixed-Use Landmark แห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร บนทำเลยุทธศาสตร์ติดสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสามย่าน (MRT) ที่ครอบคลุมการพัฒนาพื้นที่ค้าปลีก อาคารสำนักงานเกรดเอ โรงแรม และคอนโดมิเนียม รวมว่า 222,000 ตารางเมตร และจะเริ่มรับรู้รายได้จากการเปิดให้บริการในรอบบัญชีปีหน้าเป็นต้นไป

ในด้านการบริหารจัดการ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนาองค์กรและเครื่องมือในการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการทำงาน โดยในปี 2562 บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาซอฟแวร์โซลูชั่น SAP S/4 HANA ซึ่งเป็นระบบสารสนเทศขนาดใหญ่เพื่อบูรณาการข้อมูล กระบวนการทำงาน และการจัดการทรัพยากรแบบองค์รวม ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและยกระดับการให้บริการลูกค้า ถือเป็นก้าวที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับองค์กรในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย นอกจากนั้น กลุ่มบริษัทฯ ยังได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในเวทีระดับประเทศและนานาชาติที่มีชื่อเสียงมากมายในปีนี้ ประกอบด้วย รางวัล The Country Award Winner 2019 สาขาผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์สากล (FIABCI-Thai) ในฐานะโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในประเทศไทยประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบและรางวัล BCI Asia Top 10 Developer Awards 2019 ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับ 10 บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ดีเด่น ที่โกลเด้นแลนด์ได้รับรางวัลนี้ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 5 นอกจากนั้น อาคารเอฟวายไอเซ็นเตอร์ ของโกลเด้นแลนด์ยังได้รับรางวัลโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อคุณภาพชีวิต ประเภทอาคารสำนักงานดีเด่น ประจำปี 2561 ของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ซึ่งความสำเร็จทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความโดดเด่นของกลุ่มบริษัทฯ ในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าการเตรียมความพร้อมขององค์กรจากการดำเนินงานตามกลยุทธ์ข้างต้น ทั้งด้านการขยายขอบข่ายธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานโดยใช้องค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งให้ความสนับสนุนที่ดีอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาระบบงานเพื่อรองรับการขยายธุรกิจในระยะยาว และที่สำคัญคือศักยภาพความพร้อมและความมุ่งมั่นทุ่มเทของบุคคลากร จะผลักดันให้บริษัทฯ เป็นผู้นำด้านการพัฒนาและให้บริการอสังหาริมทรัพย์ที่หลากหลายประเภทอย่างครบวงจร ประกอบกับความต้องการพื้นที่คลังสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม และที่อยู่อาศัย มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามประมาณการการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ถือเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้บริษัทฯ สามารถขับเคลื่อนการเติบโตต่อไปในอนาคตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

สุดท้ายนี้ผมและคณะกรรมการของบริษัทฯ ขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้นและพันธมิตรทางธุรกิจทุกท่าน รวมถึงท่านผู้ถือหน่วยลงทุนและกองทรัสต์ของบริษัทฯ สถาบันการเงิน และผู้ถือหุ้นกู้ของบริษัทฯ ที่ยังคงให้ความไว้วางใจและสนับสนุนบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง และขอขอบคุณผู้บริหารและพนักงานของบริษัทฯ ทุกท่านที่ได้ร่วมมือกันปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ ส่งผลให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จอย่างสูงในปี 2562


(นายชายน้อย เผื่อนโกสุม)
ประธานกรรมการ